ความเป็นมา

ภาวะปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า เป็นความพิการแต่กำเนิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหาหลายด้านและมีความซับซ้อนซึ่งมีผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย บิดามารดาและผู้ปกครอง รวมถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจของชาติ โดยความพิการทางร่างกายที่เห็นเด่นชัดคือ รูปร่างและเค้าโครงของใบหน้า การพูดไม่ชัด ภาวะแทรกซ้อนหูชั้นกลางอักเสบ การได้ยิน ระบบการกลืน ปัญหาเกี่ยวกับฟัน การสบฟัน รวมถึงพัฒนาการและการเจริญเติบโตช้า จากการศึกษาที่ผ่านมาพบอัตราการเกิดอุบัติการณ์ในผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 1.93 ราย ต่อเด็กแรกเกิด 1,000 ราย ซึ่งเป็นอัตราที่อยู่ในกลุ่มอุบัติการณ์ที่สูงที่สุดในโลก และสามารถประมาณการณ์ได้ว่าจะมีเด็กแรกเกิดใหม่ที่มีภาวะปากแหว่ง เพดานโหว่ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราสูงถึง 800 รายต่อปี หรือทั่วประเทศประมาณปีละกว่า 2,000 ราย

การรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ในประเทศไทยที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักเป็นการรักษาที่มุ่งเน้นที่การผ่าตัด หรือการให้การดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์แต่ละฝ่ายแยกกัน โดยขาดการประสานงานในการวางแผนการรักษาและการให้การรักษาร่วมกันแบบทีมสหวิทยาการ ซึ่งทำให้ผลการรักษาผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ เป็นการรักษาเฉพาะปัญหา และทำให้บางปัญหาของผู้ป่วยถูกละเลย เกิดการให้การรักษาแบบซ้ำซ้อนหรือภาวะแทรกซ้อนโดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นการสูญเสียทางเศรษฐกิจและทำให้การฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยเป็นไปได้ไม่สมบูรณ์

การรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่จำเป็นต้องอาศัยการรักษาและติดตามผลเป็นระยะเวลายาวอย่างต่อเนื่องจนผู้ป่วยโตเป็นผู้ใหญ่โดยสมบูรณ์การดูแลแบบทีมสหวิทยาการ โดยบุคลากรหลายสาขาที่เชี่ยวชาญเฉพาะร่วมกันและมีวิธีการวัดผลการรักษาที่เป็นแบบองค์รวมตามช่วงระยะเวลาต่างๆ จนสิ้นสุดการรักษา ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ดี ถูกต้อง เหมาะสมลดการเกิดภาวะแทรกซ้อน การสูญเสียทางเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูสภาพโดยสมบูรณ์และสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข

ศูนย์วิจัยผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการพระราชทานตะวันฉาย (ศูนย์ตะวันฉาย)ได้รับการประกาศจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เป็นศูนย์วิจัยเฉพาะทางของมหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อปีงบประมาณ 2549 ตามประกาศมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฉบับที่ 85/2550 เรื่อง “การจัดตั้งโครงการกลุ่มวิจัยและศูนย์วิจัยเฉพาะทาง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี 2549” ประกาศ ณ วันที่ 19 มกราคม 2550 ซึ่งเป็นการดำเนินการสืบเนื่องของ “ศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้โครงการพระราชทานตะวันฉาย” โดยความเป็นมาก่อนการได้รับการอนุมัติเป็นศูนย์วิจัยเฉพาะทางของมหาวิทยาลัยขอนแก่นนั้นโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัยแห่งแรกของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้มีการให้บริการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ต่อมาได้มีการตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่อย่างต่อเนื่อง มีการจัดทีมบริการผู้ป่วย จากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาในลักษณะของสหวิทยาการ ประกอบด้วยศัลยแพทย์ตกแต่งจากภาควิชาศัลยศาสตร์ กุมารแพทย์ ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์โสต ศอ นาสิก พยาบาล และทันตแพทย์จากแผนกทันตกรรมของโรงพยาบาลศรีนครินทร์

ในปี พ.ศ. 2533 มีการบริการผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ ร่วมกับภาควิชาทันตกรรมจัดฟันของคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนในการฝึกอบรมบุคลากรจากประเทศออสเตรเลีย โดย Professor Keith Godfrey อดีตหัวหน้าภาควิชาทันตกรรมจัดฟัน มหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย มีการจัดอบรมการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ขึ้นเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ. 2535 และครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2537 จากนั้นก็มีการเปิดให้บริการทันตกรรมดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ขึ้นที่คณะทันตแพทยศาสตร์

ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้มีความพยายามในการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ โดยมีการรวมตัวกันของบุคลากรขึ้นในลักษณะของกลุ่มวิจัยในนามกลุ่มวิจัย “การบริการผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความผิดปกติของใบหน้าแบบสหวิทยาการ” (Multidisciplinary management of cleft lip, cleft palate and craniofacial anomalies) โดยมีหัวหน้ากลุ่มคือรศ.นพ.บวรศิลป์ เชาวน์ชื่น (ตำแหน่งในขณะนั้น)หัวหน้าหน่วยศัลยศาสตร์ตกแต่งแห่งภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ และมีสมาชิกก่อตั้งประกอบด้วย แพทย์จากสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง อาทิ สูติแพทย์ กุมารแพทย์ ศัลยแพทย์ตกแต่ง ประสาทศัลยแพทย์ แพทย์โสตศอนาสิก ทันตแพทย์จัดฟัน ทันตแพทย์ศัลยศาสตร์ช่องปากและขากรรไกร วิสัญญีแพทย์ จิตแพทย์ นักแก้ไขการพูด พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ และนักชีวสถิติ โดยมี Professor Keith Godfrey ผู้ซึ่งมีประสบการณ์ในการจัดการระบบการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ จาก Royal Alexandra Hospital for Children ประเทศออสเตรเลีย เป็นที่ปรึกษาโดยในระยะแรกได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมจากฝ่ายวิจัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กลุ่มวิจัยดังกล่าวได้ดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่ทั้งในด้านการวิจัย การบริการผู้ป่วยและการจัดกิจกรรมวิชาการอย่างต่อเนื่องมีการตั้งคลินิกพิเศษ ให้บริการผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่แบบสหวิทยาการ (Cleft clinic) ในทุกวันศุกร์ที่ 4 ของเดือน

ในปี พ.ศ. 2543 มีโครงการจัดตั้ง “ศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของใบหน้าและกะโหลกศีรษะขึ้น โดยได้ทำความร่วมมือและได้รับการสนับสนุนจากองค์กร The Smile Train Charity Organization เพื่อช่วยพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยและการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ภายใต้ชื่อโครงการ “The Smile Train Cleft Care Project: Khon Kaen University Cleft Center”

กิจกรรมที่ดำเนินการโดยทีมงานสหวิทยาการดังกล่าว เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยที่มีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของกะโหลกศีรษะและใบหน้า โดยมีกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นด้านการมีส่วนร่วมของผู้ป่วย ครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องการพัฒนาคุณภาพของกระบวนการดูแลผู้ป่วยทั้งการป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพ มีความคุ้มค่าโดยดำเนินการภายใต้ชื่อ“โครงการตะวันฉาย”ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ  48 พรรษา และในปี พ.ศ. 2547 ศูนย์ฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิด “ศูนย์การดูแลผู้ป่วยปากแหว่ง เพดานโหว่ และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้า มหาวิทยาลัยขอนแก่น” ณ อาคารคลินิกทันตกรรม1 คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในวันจันทร์ที่ 20 ธันวาคม โดยศูนย์ฯ ได้กำหนดให้วันที่ 20 ธันวาคม ของทุกปีเป็น“วันตะวันฉาย” เพื่อให้เป็นวันที่สร้างกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ร่วมกันระหว่าง ทีมสหวิทยาการ ครอบครัวผู้ป่วยและผู้ที่เกี่ยวข้อง

ผลของการดำเนินงานเป็นการมุ่งเน้นผลลัพธ์เพื่อการเพิ่มคุณค่าด้านการดูแลรักษาและ การฟื้นฟูสภาพที่ดีต่อผู้ป่วยและครอบครัวเป็นศูนย์กลางรวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ซึ่งนอกจากจะส่งผลของการฟื้นฟูสภาพที่ดีต่อผู้ป่วยแล้ว ยังเป็นการพัฒนาและสร้างมาตรฐานของระบบการบริการทางองค์กรสุขภาพในทุกระดับของประเทศรวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องนำไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพของบุคลากรในแต่ละสาขาวิชาชีพ และสามารถนำความรู้ที่ได้รับการพัฒนาในการดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้าเผยแพร่ไปสู่ผู้ป่วยและครอบครัว/ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของระบบการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่ระดับองค์กรพื้นฐานในชุมชนจนถึงระดับประเทศและความร่วมมือระดับนานาชาติ ซึ่งทุกฝ่ายในแต่ละสาขาวิชาชีพสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายซึ่งกันและกัน มีการเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปสู่การวิจัยที่ถูกต้องแม่นยำและพัฒนาเป็นองค์ความรู้ที่สอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงการสร้างระบบการเรียนรู้ทั้งของบุคลากรและองค์กรที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบที่ดีในการช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยปากแหว่งเพดานโหว่และความพิการแต่กำเนิดของศีรษะและใบหน้าในประเทศไทยต่อไป